LOVING YOU part I
‘เอก อี้เอ๊ก เอ๊กกก’
เสียงไก่ขันยามฟ้าสางปลุกผมให้ตื่นจากการนอนหลับที่แสนจะมีความสุข เมื่อเหลือบมองไปทางขวาของตัวเอง ก็จะพบหญิงสาวคนนึง คนที่ผมไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้พบเจอ เป็นคนที่ผมฝันว่าหากมีผู้หญิงแบบนี้บนโลกใบนี้ ผมจะไม่ยอมที่จะทิ้งโอกาสนั้น และหากได้มีชีวิตที่สองเราจะรวมกัน ผมจะพยายามทำทุกวิถีทางที่จะเป็น ‘ชายที่ไม่กระทำผิด ต่อคนรัก เป็นครั้งที่สอง’
ผมค่อยๆขยับตัวช้าๆเพื่อไม่ให้เธอตื่นนอน เวลาในตอนนี้ยังพอมีเหลือให้เธอได้พักผ่อนอยู่ ผมมักจะตื่นเช้าแบบนี้เสมอ เพื่ออะไรนั่นหรือ? ก็เพื่อที่จะได้มาทำอาหารเช้าให้เธอ มันเป็นความสุขของผมเลยทีเดียวที่ได้ทำแบบนี้ให้กับคนที่รัก ผมจะทำอาหารเบาๆให้เธอทาน จะได้ไม่รู้สึกว่าเป็นเช้าที่หนักเสียเหลือเกิน แต่ก็จะไม่ลืมน้ำฟักทอง ของโปรดที่เธอชอบ
“อ๊ะ” ผมร้องอุทานเบาๆ เมื่อรู้สึกถึงความอบอุ่นจากร่างกายที่แนบอยู่กลางแผ่นหลังของ
“มาให้กอดซะดีๆ พ่อคนเก่ง”
“ก็กอดอยู่ไม่ใช่เหรอ… อรุณสวัสดิ์ครับ หลับสบายไหม”
“ไม่สบาย เพราะตอนก่อนจะตื่นมีคนขยับตัว ทำให้ตื่น ฉะนั้นต้องถูกทำโทษนะ” สิ้นคำพูดเธอเขย่งตัวมาจูบผมที่แก้มขวาเบาๆ และเดินอ้อมมาด้านหน้า กอดผมและพูดว่า “ตะเอง เค้ารักตะเองนะ”
“ผมก็รักคุณครับ” กอดกันอยู่นานสองนาน ผมก็ปล่อยให้เธอไปแปรงฟัน และผมก็ทำครัวต่อ พลันคิดในใจ
‘ให้ตายเถอะ จะมีใครมีความสุขเท่ากับมึงไหมเนี่ย’
เป็นคำถามที่ผมถามกับตัวเอง ตั้งแต่ที่ได้คบกับเธอจนแต่งงานกัน ผ่านมา10ปีแล้ว รักของเรายังดูใหม่และยังเป็นแรงผลักดันให้มีพลังในการต่อสู้แข่งขันกับผู้คนบนโลกที
่วุ่นวายใบนี้ คำตอบยังคงเป็นเช่นเดิม ‘ไม่มี’
ผมยกอาหารเช้าของเรามาวางไว้บนโต๊ะ เธอนั่งรอพร้อมอยู่แล้ว
“เชิญครับคุณผู้หญิง” ผมวางจาน และโค้งตัว
“ตาลุงบ้า ไหนๆ วันนี้มีอะไรเป็นพิเศษไหม”
“เช้านี้มี ออมเลท เคียงด้วยสลัดผักราดด้วยน้ำมันมะกอกบางๆ พร้อมซุปฟักทองร้อนๆ ส่วนเครื่องดื่มพิเศษเป็นน้ำมะเขือเทศสดครับ จะรับอะไรเพิ่มเป็นพิเศษไหมครับ”
“เอาจุ๊บ” เธอพูดพร้อมกับดึงชายเสื้อของผมราวกับลูกน้อยกับออดอ้อนคุณพ่อว่า ‘พ่ออุ้มหน่อย พ่ออุ้มๆ’
ผมโน้มตัวลงไปหาเธอ ริมฝีปากของผมสัมผัสที่หน้าผากของเธอเบาๆ หอมแก้มซ้าย และขวา สบตาเธอ มองใบหน้าของเธอที่กำลังเขินอาย และเคลื่อนใบหน้าไปใกล้เธอ เอียงขวา และจุมพิตที่ริมฝีปากเธอ
“ผมรักคุณครับ” ผมพูดหลังจากถอนริมฝีปากออกมา
“ผมอาจจะทำแบบนี้เดิมๆซ้ำๆทุกวัน ผมอยากให้รู้ไว้ไว้ว่าผมไม่เบื่อที่จะทำ และจะทำแบบนี้ไปตราบจนผมจะไม่มีแรงจะทำไหว ผม…”
เธอจูบผมเพื่อหยุดคำพูด และพูดว่า
“ฉันไม่เบื่อหรอกค่ะ คุณทำให้ทุกวันของเราดูใหม่เสมอ ต่อให้วันนึงคุณจะหยุดทำ ฉันก็รักคุณ”
“มาทานอาหารกันนะคะ ที่รัก”
“ครับ ที่รัก”
บ้านของเราอยู่กลางเมือง แต่แปลกที่ไม่แออัด และไม่มีเสียงรถพลุกพล่าน แถมยังมีไก่ของเพื่อนบ้านขันยามเช้าด้วย ถือว่าเราเลือกทำเลได้เหมาะมาก นั่นทำให้เราเดินทางไปทำงานได้สะดวก โดยไม่เสียสุขภาพจิตเนื่องจากการเร่งรีบเข้าเมืองเพื่อไปทำงาน หรือต้องตื่นนอนเพราะเสียงรถที่ดังแข่งกับเวลา
ผมกับเธอเลือกที่จะสร้างบ้านของคุณแม่-พ่อของเราทั้งคู่ไว้ในรั้วเดียวกัน เพื่อที่จะไปมาหาสู่กันสะดวก และยังสะดวกในเรื่องความอบอุ่นในครอบครัว การได้ไปกินข้าวกันทั้งครอบครัว ได้ไปเที่ยวต่างจังหวัดกันแบบนี้ มันทำให้ชีวิตคู่ของเราไม่ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว แต่กลับทำให้เรารักกันมากยิ่งขึ้น เพราะเมื่อเราต่างเข้าใจกันและกัน พร้อมปรับตัวเข้าหากัน อะไรๆก็ดีไปเสียหมด เหมือนฝันไปจริงๆ
ผมจำได้ว่าตอนที่เราคบกันใหม่ๆ เราต่างกลัวกันว่า ‘หากเราสองคนมีเวลาให้กันน้อยไป จะทำให้เราต้องเลิกรากันหรือไม่’ สุดท้ายทุกอย่างก็ไม่เป็นดังที่เรากลัว เธอมักจะบอกกับผมเสมอว่า ‘เธอโชคดีที่ได้พบผม’ และผมก็คิดเช่นเดียวกันกับเธอว่า ‘ผมโชคดีเหลือเกินทีได้พบเธอ’
หลังจากรับประทานอาหารเช้ากันเสร็จ ผมให้เธอไปอาบน้ำก่อน ส่วนตัวผมก็จัดเตรียมเอกสารต่างๆที่จะต้องใช้ในที่ทำงาน ระหว่างนั้นเอง อยู่ดีๆเหมือนทุกสิ่งที่ผมเห็นดูมืดลงไปถนัดตา มืดจนมองไม่เห็นแม้กระทั่งแขน-ขา ร่างกายตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบกริบเหมือนโลกใบนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตอะไรอยู่เลยนอกจากผม ผมร้องเรียกตะโกนหาคนรักอย่างสุดเสียง แต่ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา น้ำตาผมเริ่มไหล และกลัวอย่างที่ไม่เคยรู้สึกกลัวอะไรอย่างนี้มาก่อน
ผมเดินหาทางออกจากความมืด แต่มองไปทางไหน ก็พบเจอเพียงแค่ความมืดที่ว่างเปล่า ไร้สิ่งที่บอกทิศ ไร้สิ่งที่กำหนดเวลา ไม่มีอะไรเลยจริงๆ
‘นี่มันเกิดอะไรขึ้นวะ’ คำถามพุดขึ้นในหัวสมองที่ยังพอมีสติอยู่บ้าง
ทันใดนั้นหลังจากสิ้นคำถาม ผมก็ล้มทั้งยืน นอนหงายตัวบนพื้นที่มืดมิดและว่างเปล่า ผมรู้สึกถึงความกระหายน้ำ คอแห้งผาก เสียงที่เคยเปล่งออกมาได้ก็หายไป เหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่คอ มีอะไรปิดปากอยู่ แขนที่เคยยกขึ้นหยิบจับสิ่งของได้ก็หนักเสียเหลือเกิน ขยับได้เพียงนิ้วมือเท่านั้น ขาที่เคยเดินไปพร้อมกับคนรักก็ยกไม่ขึ้น ร่างกายของผมไม่สามารถขยับได้เลย หรือพระเจ้าจะพรากเอาทุกสิ่งทุกอย่างไปจากผมเสียแล้ว
พลันคิดเช่นนั้นผมก็ร้องไห้หนักขึ้น น้ำตาไหลอาบแก้มทั้งสอง ผมร้องไห้อย่างที่ไม่เคยร้องมาก่อน แม้จะไม่ได้ยินเสียงร้องของตัวเอง แม้จะไม่ได้เห็นสภาพของตัวเอง แต่ก็รับรู้ได้ด้วยสติที่ใกล้จะขาด รับรู้ถึงความหมดอะไรตายอยาก รับรู้ถึงคนพิการที่ไม่สามารถขยับตัวเองได้ และรับรู้ถึงเสี้ยวเวลาที่คนคิดสั้นคิด
ผมอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกสิ่งที่ผมพอจะนึกออกในเวลานี้ ขอให้เรื่องนี้เป็นเพียงแค่ฝันไป และขอว่าหากทุกสิ่งเป็นเช่นนี้จริงๆว่า ‘ขออย่าให้ความทรมานนี้เกิดขึ้นกับคนรักของผม อย่างให้เกิดขึ้นกับครอบครัวของเราทั้งสองคนเลย’
ผมเริ่มทำใจ และยอมรับสภาพ น้ำตาหยุดไหล ร่างกายนิ่งไม่ขยับ ผมหายใจช้าๆ นึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มจำความได้ นึกถึงคุณแม่ คุณพ่อ พี่ทั้งสองคน เหตุการณ์ที่ทำให้ได้พบกับคนรัก สาเหตุที่ทำให้ทะเลาะกัน และบทสรุปที่เราสองคนจะใช้ชีวิตร่วมกัน รวมถึงเช้าวันนี้ที่ผมได้ทำอะไรต่างๆให้เธอ
สักพักผมเริ่มเห็นแสงสว่าง เป็นแสงที่สวยมาก มันส่องแยงมาที่ตาผม ผมเริ่มได้ยินเสียงผู้คนตะแบงแข่งกัน แม้ร่างกายจะขยับไม่ได้ ตาไม่อาจะลืมขึ้นมามองอะไรให้ชัด แต่แค่นั้นก็ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ผมคิดในใจว่าบางที นั่งคือสิ่งที่มนุษย์เราเรียกว่าสวรรค์สินะ ผมยอมรับในความตายที่ค่อยๆคืบคลานเข้ามา และตาของผมก็ค่อยๆปิดลง ผมยังอยากได้ยินเสียงของคนรักของผมอีก อีกสักครั้ง…
LOVING YOU part II
‘อีกประเดี๋ยวก็จะได้เวลาตื่นแล้วนะตาลุงบ้า’
“รักนะ”
ถ้าวันใดที่ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาก่อนที่ชายคนที่ฉันรัก และรักฉันมากๆ สิ่งที่ฉันจะทำเป็นประจำก็คือ นอนมองดูเขา ฉันไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงไม่เบื่อเขาเลย
เรารู้จักกันมา ปีนี้ปีที่๑๐แล้ว เขายังเสมอต้นเสมอปลายไม่เคยเปลี่ยน กระทั่งแต่งงานกัน ความรักที่เขามีให้ฉันมันก็ยังไม่ลดลงไปจากวันแรก หนำซ้ำยังมากขึ้นเรื่อยๆทุกวัน จนฉันเป็นฝ่ายกลัวเสียเองว่า เขาจะหมดรักฉันไม่วันใดก็วันหนึ่งเป็นแน่
ฉันไม่ค่อยได้ทำอะไรเป็นพิเศษให้เขาเท่าไร คงเพราะฉันไม่ใช่คนละเอียดอ่อนขนาดนั้น แต่เขาก็ไม่เคยเรียกร้อง กลับกัน เขากลับบอกกับฉันว่า ‘ทำไมคุณช่างแสนดีขนาดนี้นะ’ คงไม่ผิดอะไรถ้าฉันจะบอกตัวเองว่า ‘ฉันเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุด’
‘เอก อี้เอ๊ก เอ๊กกก’
‘ไก่ขันแล้ว’ ฉันนึกในใจและแกล้งหลับ เขาค่อยๆขยับตัวช้าๆ คงกลัวว่าฉันจะตื่นเพราะเขา
ฉันรู้สึกถึงฝ่ามืออันอบอุ่นที่คุ้นเคยกำลังลูบผมฉันอยู่ ฉันเคยบอกเขาว่า ฉันชอบให้เขาลูบหัวฉัน
วันแรกๆที่เราพบเจอกัน และได้ไปกินข้าวด้วยกัน เขาเห็นผมฉันตกลงมาปรกใบหน้า เขาเอื้อมมือมาเสยผมขึ้นให้ฉัน มันทำให้ฉันรู้สึกว่าเขาเอาใจใส่ฉันตลอด แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม วันนั้นเองเป็นวันที่ฉันรักการเสียผมเป็นที่สุด
เขาค่อยๆเปิดประตูห้องนอน และปิดมันอย่างแทบจะไร้เสียง คงจะเดินไปที่ครัวเพื่อทำอาหารเช้าให้ฉัน
‘ต้องแกล้งกันหน่อยแล้ว’ หลังจากที่นึก ฉันก็ลุกขึ้นจากเตียงและค่อยๆย่องไปหาเขาในครัว
ฉันย่องไปเขาไปกอดเขาแบบไม่ทันให้รู้ตัวจากทางด้านหลัง ฉันไม่รู้ว่าฉันกอดเขาแน่นไปไหม ฉันรู้แค่เพียงว่าฉันจะกอดเขา จะไม่มีวันคลายกอด และทิ้งเขาให้อยู่คนเดียว เราจะเดินไปด้วยกันแม้จะต้องพบเจออุปสรรค์มากมายเพียงใดก็ตาม เราจะไม่ทิ้งกัน
“มาให้กอดซะดีๆ พ่อคนเก่ง”
“ก็กอดอยู่ไม่ใช่เหรอ… อรุณสวัสดิ์ครับ หลับสบายไหม”
“ไม่สบาย เพราะตอนก่อนจะตื่นมีคนขยับตัว ทำให้ตื่น ฉะนั้นต้องถูกทำโทษนะ” ฉันเขย่งและจูบแก้มขวาของเขา แล้วเดินอ้อมมาด้านหน้าแต่ยังไม่คลายกอด หนำซ้ำจะยังกอดเขาแน่ขึ้นไปอีก ฉันอมยิ้มแบบผู้หญิงที่มีความสุข เป็นความสุขที่หาจากไหนไม่ได้อีกแล้ว
“ตะเอง เค้ารักตะเองนะ” ฉันพูด
“ผมก็รักคุณครับ”
‘โอ๊ยยย จะบ้าตาย คนอะไรน่ารักได้ขนาดนี้นะ’ ฉันยิ่งกอดเขาแน่นกว่าเดิม สักพักจึงค่อยๆคลายกอด และเอานิ้วชี้ข้างขวา มาชี้ที่ตัวเอง และชี้ไปที่เขาพร้อมรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความนัย มันเป็นสัญลักษณ์ของเราที่จะรู้เพียงแค่เราสองคน
ฉันเดินไปแปรงฟันในห้องน้ำ ขณะหยิบหลอดยาสีฟันขึ้นมา ก็พลันนึกถึงคำพูดของเขาขึ้นมาได้ว่า ‘ผมชอบที่จะบีบให้ข้างล่างมันแบนๆ และข้างบนมันบวม จะได้ใช้มันได้อย่างคุ้มค่า คุณจะว่าผมว่าขี้งกไหมเนี่ย ฮ่าๆๆ’
เขาเป็นคนที่ละเอียดอ่อนจริงๆ คำพูดต่างๆของเขาแสดงออกถึงความรักที่เขามีให้ฉัน เขาไม่เคยทำให้ฉันรู้สึกว่าคำพูดเขาเลี่ยนเอียนไม่น่าฟัง เขาไม่เคยทำตัวให้ฉันรู้สึกรำคาญหรือเบื่อ แถมยังมีท่าเต้นที่น่ารักเวลาที่ฉันจี้ที่เอวเขา ฉันช่างโชคดีจริงๆ
‘เธอนี่ช่างเป็นคนที่โชคดีเหลือเกินนะ’ จิตใจของฉันพูดกับตัวเอง พูดความจริงที่ไม่เข้าข้างตัวเองให้ตัวฉันเองฟัง
ฉันมานั่งรอที่โต๊ะอาหาร เพียงอึดใจเดียว เขาก็รีบเดินปรี่พร้อมยกถาดอาหารมาวางเสิร์ฟให้ฉัน ก่อนจะแนะนำเมนูอาหาร เขาทำตัวเหมือนเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารภัตตาคารหรูที่เราเคยได้ไปกินกัน
“เชิญครับคุณผู้หญิง”
“ตาลุงบ้า ไหนๆ วันนี้มีอะไรเป็นพิเศษไหม” ฉันตอบแบบเขินเล็กๆรับมุขตลกของเขา
“เช้านี้มี ออมเลท เคียงด้วยสลัดผักราดด้วยน้ำมันมะกอกบางๆ พร้อมซุปฟักทองร้อนๆ ส่วนเครื่องดื่มพิเศษเป็นน้ำมะเขือเทศสดครับ จะรับอะไรเพิ่มเป็นพิเศษไหมครับ”
“เอาจุ๊บ” ฉันพูดพร้อมกับดึงชายเสื้อของเขา และส่งสายตาออดอ้อน เหมือนลูกอ้อนคุณพ่อ
เขาค่อยๆโน้มตัวลงมา ฉันเริ่มตื่นเต้น แม้ว่าเราจะจูบกันมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ฉันก็ใจเต้นโครมครามทุกทีที่รู้ว่า เรากำลังจะจูบกัน
ริมฝีปากของเขาสัมผัสที่หน้าผากของฉัน มือขวาของเขาจับที่ต้นคอด้านซ้าย เขาค่อยๆถอนริมฝีปากออก และประทับมันอีกครั้งที่แก้มซ้าย อีกครั้งที่แก้มขวา ฉันอายหน้าแดง และรู้สึกว่าเสียงหัวใจมันดังมาก มากจนคิดว่าเขาจะต้องได้ยินแน่ๆ
ทันใดนั้น เขาค่อยเคลื่อนใบหน้าเข้ามาหน้าฉัน ใบหน้าที่มีแต่ความสุข ทำให้ฉันสบายใจในทุกๆครั้งที่ฉันล้ม และ…
“ผมรักคุณครับ” เขาพูดหลังจากถอนริมฝีปากออกมา
“ผมอาจจะทำแบบนี้เดิมๆซ้ำๆทุกวัน ผมอยากให้รู้ไว้ว่าผมไม่เบื่อที่จะทำ และจะทำแบบนี้ไปตราบจนผมจะไม่มีแรงจะทำไหว ผม…”
ฉันดึงเขาเข้ามาจูบเพื่อให้เขาหยุดพูด จูบเพื่อบอกให้เขารู้ว่า ‘ฉันรักเขามากเช่นเดียวกันกับที่เขาได้รักฉัน’
“ฉันไม่เบื่อหรอกค่ะ คุณทำให้ทุกวันของเราดูใหม่เสมอ ต่อให้วันนึงคุณจะหยุดทำ ฉันก็รักคุณ”
“มาทานอาหารกันนะคะ ที่รัก” ฉันบอกกับเขาตามที่หัวใจของฉันอยากบอก
“ครับ ที่รัก” เขาตอบแบบอายๆ ก่อนจะนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามกับฉัน
เขารู้ว่านอกจากเนื้อปลาแล้ว ฉันไม่ทานเนื้อสัตว์อื่นๆ และยังไม่เคยลืมว่าฉันชอบฟักทองมาก มากถึงขนาดที่ทานได้ทุกวันไม่เบื่อ เหมือนที่รักเขาได้ทุกวันไม่เบื่อเลย
ว่าแล้วฉันก็ฮำเพลง ‘เหมือนเคย’ ของคุณบอยด์ โกสิยพงษ์ ที่คุณเศรษฐา สิระฉายา มาร้อง เบาๆ
เขามองหน้าฉันแล้วอมยิ้ม
“มองอะไร มีปัญหาเหรอ” ฉันยียวนกวนประสาทเขาเล่น
“มองคนสวยอารมณ์ดี”
“อี๋ ปากหวานเชียวนะ”
“มาชิมสิๆ”
“บ้า อย่าหวังเลย” แล้วฉันก็หัวเราะอย่างมีความสุขไปพร้อมๆกับเขา
“คุณอาบน้ำก่อนนะครับ เดี๋ยวผมขอเตรียมเอกสารก่อน” เขาพูดเมื่อเห็นฉันเริ่มทานใกล้จะหมด
“ค่ะ คุณอย่าลืมอะไรนะ”
“ขอจุ๊บก่อนได้ไหมอะ”
“ไม่ ฮิฮิฮิ” นี่ฉันทำไมเป็นคนกวนประสาทได้ขนาดนี้นะ
ขณะที่ฉันกำลังรวบผมอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำ ฉันก็ได้ยินเสียงเขาร้องโอดครวญ
‘มาเรียกร้องความสนใจอะไรเนี่ย ตาลุงบ้า’ ฉันนึก
“จ๊ะ!!!” ฉันสะดุ้งตกใจ เขาร้องเรียกฉันเสียงดัง แต่น้ำเสียงฟังดูแปลกๆ เหมือนคนขาดอากาศ
ฉันรีบออกไปหาเขาทันที ก็พบเขานอนอยู่บนพื้นมือขวากดไปที่บริเวณหัวใจ ตัวสั่นเทา แขนขาเกร็ง
ทันใดนั้นน้ำตาขอฉันก็ไหลออกมาไม่หยุด
“พี่บอลลลล!!!”
คุณแม่-คุณพ่อของเราสองคนได้ยินเสียงฉันร้อง จึงรีบเข้ามาดู และเห็นเขานอนสลบอยู่ ส่วนฉันก็ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ร้องเรียกชื่อเขา ร้องขอให้คนช่วย และกอดเขาไว้
ฉันเป็นหมอ รักษาคนมาก็มาก แต่ไม่มีครั้งไหนที่ฉันเป็นแบบนี้มาก่อน ฉันไม่มีสติหลงเหลือ ฉันรู้แค่เพียงว่าในตอนนั้น ฉันกลัวว่าเขาจะต้องไปจากฉันอย่างไม่กลับมา
คุณพ่อฉันได้สติก่อนใคร จึงสั่งให้ฉันประคองสติตัวเองเอาไว้ แล้วก็รีบวิ่งไปสตาร์ทรถเพื่อจะรีบไปที่โรงพยาบาลใกล้ๆบ้าน
เขานอนอยู่ในอ้อมกอดของฉัน ร่างกายยังไม่ขยับเป็นปกติ เขาไม่มีเสียงตอนที่พูด แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังร้องเรียกชื่อของฉันตลอดเวลา ร้องไห้ และพยายามพูดบางสิ่งกับฉัน
“พี่บอล พี่อย่าทิ้งจ๊ะไปนะ อย่าทำแบบนี้สิ!!!” ฉันตะคอกใส่และกอดรัดเขาไว้ทั้งน้ำตา
“เดี๋ยวจะถึงแล้วบอล ทนไว้ก่อนนะลูก ทนไว้” คุณพ่อของฉันพูดกับเขาขณะขับรถ
ก่อนหน้าที่เราสองคนจะแต่งงานกัน เราพบเจออุปสรรค์มากมายเกี่ยวกับเรื่องของครอบครัวฉัน แต่เขาก็ไม่ย่อท้อ เขาพยายามจะพิสูจน์ตัวเองให้คุณแม่-คุณพ่อของฉันเชื่อมั่น และไว้ใจในตัวของเขา จนท้ายที่สุด เราก็ได้แต่งงานครองรักตามที่เราปรารถนา
เราวางแผนที่จะมีลูกกันในปีนี้หลังจากที่ทุกอย่างลงตัว
เขาทำงานเก็บเงินเพื่อที่จะสร้างบ้านในฝันของเรา บ้านที่มีรั้วใหญ่ เพื่อที่จะให้ครอบครัวของเราสองคนได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน เขาบอกว่า ‘ถ้าเราได้ไปกินข้าวกันเป็นครอบครัว ไปเที่ยวกันเป็นครอบครัว เราจะได้รักษาความสัมพันธ์ของครอบครัวเอาไว้ ไม่มีใครต้องห่างจากใคร คิดถึงเมื่อไรก็ไปหาได้ง่าย และจะได้ดูแลกันได้ด้วย’
ขณะที่คุณพ่อกำลังจะเลี้ยวรถเข้าโรงพยาบาล เขาพยายามพูดอะไรบางสิ่ง มันเบามากจนแทบจะไม่ได้ยินถ้าไม่เงี่ยหู และตั้งใจฟังให้ดี
“ขออ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง… ขออย่าให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของเราสองคน… ขออย่าให้เกิดขึ้นกับจ๊ะ…”
ฉันร้องไห้หนักกว่าเดิมที่ได้ยินสิ่งที่เขาพูด
“พี่บอลอย่าพูดอะไรแบบนี้สิ ตื่นมาสิ ตาลุงบ้า เค้ากลัวนะ”
“ช่วยลูกผมด้วยครับหมอ ช่วยลูกผมด้วย” คุณพ่อฉันพูดกับกับพยาบาลที่มาประคองร่างของเขาออกจากอ้อมกอดฉัน
“อย่าเอาเขาไป อย่าเอาเขาไปจากฉัน” ฉันไม่คลายกอด เมื่อมีคนพยายามจะมาเอาตัวเขาแยกออกไป
“จ๊ะลูก ปล่อยมือสิลูก หมอเขาจะได้ช่วยบอลได้” คุณพ่อพูด และช่วยรั้งฉันออกมาจากการยื้อแย่งเขา
“พี่บอลลลลลล!!!” สิ้นเสียงฉันก็หมดสติไป
“พี่บอล…”
“รู้สึกตัวแล้วค่ะ” เสียงคุณแม่ของเขาดังขึ้น
“พี่บอลล่ะค่ะ… พี่บอลล่ะ…” ฉันฝืนตัวลุกขึ้นเพื่อที่จะไปหาเขา แต่ภาพที่ฉันเห็นคือ ทุกคนก้มหน้า คุณแม่ของฉันและเขาต่างร้องไห้ คุณพ่อของฉันเดินเข้ามาข้างๆคุณแม่ของเราสองคน แล้วพูดกับฉันว่า
“พี่เขารักหนูมากนะ… ก่อนเขาจะจากไป เขาบอกว่าเขารักหนู และจะรักตลอดไป เขาไปด้วยรอยยิ้มนะลูก…”
คุณพ่อพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ พูดทั้งน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม แล้วเราทั้งห้าคนก็เขามากอดกัน
ฉันยืนอยู่ตรงระเบียงชั้นล่างของบ้านของเรา หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น วันนี้คือวันที่เขาจากไป เวลาก็ล่วงมา28ปีแล้ว ปีนี้ฉันอายุ60 ครอบครัวของเราทั้งสองคนได้จากกันไปหมด เหลือไว้ก็เพียงความทรงจำที่ดีที่มีร่วมกัน กับบ้านที่เราเคยอยู่กันมา
แม้ฉันจะยอมรับ และพอจะทำใจได้บ้างกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่มีเวลาใดที่ฉันไม่นึกถึงเขา ไม่มีเลยจริงๆ
“พ่อต้องดีใจแน่ๆที่รู้ว่าแม่รักพ่อมากไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไร เราไปกันเถอะครับ ไปทำบุญให้พ่อกัน” เสียงของพยานรักของเราสองคนได้พูดกับฉัน
ฉันหันมาหาเขา มองเขาอย่างที่มองสิ่งสำคัญที่สุดที่จะรักษาเอาไว้ด้วยชีวิต ฉันยิ้มให้เขา และพูดว่า
“ค่ะ ลูกแม่”
FACEBOOK
RSS Feed

Posted in
Tags: 
