ที่ชอบ : เรื่องสั้นเข้าประกวด cunm’s award เรื่องที่ ๑๘
ที่ชอบ
“มาใหม่” ผมพยักพเยิดให้เพื่อนในกลุ่มดูหญิงสาวหน้าตาซีดเผือด ในอาภรณ์ขาวหม่น
เพื่อนบางคนแค่ยิ้ม แต่บางคนออกอาการคึกคะนอง เป่าปากเสียงลั่น
จนหลายคนที่กำลังเดินไปมาหันหน้าหันหลัง เหลียวมองเลิ่กลั่ก
เด็กสาวคนนั้นชะงัก พลางหยุดเดินและเมียงมองมาทางพวกเรา
แววตาของเธอจะว่ายินดีก็ไม่ใช่ จะว่าหวาดหวั่นก็ไม่เชิง
คล้ายคนไปต่างบ้านต่างเมือง แล้วได้ยินภาษาถิ่นกำเนิดอย่างไม่น่าเป็นไปได้
หรือไม่น่าเชื่อเสียมากกว่า
“ไอ้พวกหน้าหม้อ…” ผมพูดลอยๆ หัวเราะหึๆ ในลำคอ
แล้วขยับหลีกให้เพื่อนบางคนเคลื่อนกายไปทางหญิงสาวคนนั้น
ส่วนตัวเองมองไปที่นาฬิกาผนังของร้านค้าใกล้ๆ
เวลาปิดห้างสรรพสินค้าใหญ่โตแห่งนี้ใกล้เข้ามาแล้ว ผู้คนทยอยเดินออกมา
บ้างเดินตัวเปล่า บ้างหิ้วของพะรุงพะรัง ต่างฐานะ ต่างเพศต่างวัย
คนพวกนี้เดินผ่านพวกเราไปราวผมและเพื่อนเป็นอากาศธาตุ
มีบ้างที่แสดงท่าทีว่ารู้สึก และรับรู้ในความแตกต่าง แต่ก็น้อยเหลือเกิน
ไม่ต้องพูดถึงจำนวนคนที่เหลียวมอง หรือขอโทษ เมื่อเดินชนเอาจังๆ
กับผมหรือใครสักคน ซึ่งนับว่าเป็นกรณีพิเศษทีเดียว
แรกๆ ผมก็เสียใจและเจ็บปวดกับอากัปกิริยาที่ว่ามานั้น จนอยากจะตามไปแกล้ง
เช่นตามไปจนห่างไกลผู้คน แล้วแสดงการคุกคาม หรือทำร้ายเอาซึ่งหน้า
แต่พออยู่แถวนี้นานเข้า พบเจอผู้คนมากมายหลากหลายเข้า ความชาชินก็เริ่มมาเยือน
ยิ่งพอจับกลุ่มพวกเพื่อนที่คิดคล้ายๆ กันได้มากเข้า พวกเราก็หันไปเล่นสนุกกับสิ่งรอบข้างอื่นๆ
ได้้ดียิ่งกว่าการกลั่นแกล้ง หรือข่มขู่ให้ใครเกรงกลัวไปวันๆ
นี่พูดเฉพาะกลุ่มผมนะครับ กลุ่มหรือคนอื่นๆ จะเป็นอย่างไรไม่ทราบ
ดูแต่หญิงสาวคนนั้นสิ เธอเสียเวลาหลบหลีกใครต่อใครอยู่นาน
กว่าจะเดินมาถึงจุดที่เพื่อนผมเข้าไปหา แถมเธอยังเสียหลักเกือบหกล้ม
เซไปชนเข้ากับแม่ลูกอ่อนที่กำลังอุ้มเด็กแบเบาะเสียจังเบ้อเร่อ
จนเด็กนั่นร้องจ้ากขึ้น เล่นเอาคุณแม่เดินจ้ำอ้าวไปทีเดียว
ผมขี้เกียจเสียเวลารอพวกเจ้าชู้ และคนอื่นๆ ในกลุ่มที่ยังเอนจอยกับสีสันของราตรีที่กำลังจะเกินสี่ทุ่ม
ประสบการณ์หลายปีที่นี่ ทำให้ผมเคลื่อนผ่านกลุ่มคนและประตูกระจกหนาเข้าไปโดยง่าย
เพียงเพิ่มความตั้งใจและสงบจิตให้นิ่ง ไม่วอกแวกกับสิ่งยวนใจ ผมก็ผ่านแผนกต่างๆ ไปได้ราวลมพัด
ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศผ่านใบหน้า และร่างของผม ราวกับลมพัดเมื่อขับขี่จักรยานยนต์
ผมชอบความรู้สึกนี้เสียจริงๆ มันโปร่ง เบา เย็นสบาย ช่วยให้โล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
แผนกแล้วแผนกเล่า ชั้นแล้วชั้นเล่า ที่ผมเคลื่อนไหวรวดเร็วพุ่งทะลุผ่านไป ในความเร็วที่สูงขึ้นทุกที
ผมไม่ได้สนใจกับสินค้า ไม่สนใจคนขาย ไม่สนใจกับคนมาเที่ยว หรือมาซื้อของ
แต่พุ่งความสนใจไปที่ความเร็วและความรู้สึกที่ทวีขึ้น ทั้งภายนอกและภายในใจ
จากล่างสู่บน จากบนมาล่าง โฉบเฉี่ยวไปตามแนวระนาบ บางคราวก็ลดเลี้ยว แล้วเหินขึ้นราวเครื่องบินขึ้นจากรันเวย์
แต่พอนานเข้า ความจ้อกแจ้กจอแจก็เพิ่มขึ้น แทรกไปด้วยสุ้มเสียงของการแข่งขันและลีลาฉวัดเฉวียนของวัยรุ่น
ครับ.. ถึงวันนี้ผมกลายเป็นผู้ใหญ่ไปแล้ว เมื่ออยู่แถวๆ นี้หลายๆ ปีเข้า
เมื่อพบกลุ่มเพื่อนอีกที หญิงสาวคนนั้นก็มีท่าทีสงบลงมากแล้ว
แก้มขาวเนียนของเธอมีเลือดฝาดขึ้น เช่นเดียวกับริมฝีปากอิ่ม ที่แดงสดขึ้นราวกับเจือด้วยลิปสติก
“สวัสดีค่ะพี่…” เธอยกมือไหว้และย่อเข่าเล็กน้อย ราวนักเรียนทำความเคารพคุณครู
เมื่อเพื่อนผมแนะนำให้รู้จักอย่างเป็นงานเป็นการ ผมพยักหน้าแล้วกล่าวทักทายเธอไปสองสามคำ
จนเธอยกมือขึ้นเสยผมที่กำลังจะปรกหน้า ผมจึงสังเกตเห็นข้อศอกของเธอมีรอยถลอกเป็นแนวยาว
ในลักษณะที่พวกเราเรียกกันว่า “แผลแรก” ซึ่ง “พวกเรา” จะมีกันทุกคน แต่จะต่างที่ เพราะต่างสาเหตุ
“แผลแรกที่ข้อศอกเหรอ..” ผมรำพึง
“แปลกใจเพราะไม่เคยเจอล่ะสิ” เพื่อนผมที่มีโอกาสคุยกับเธอมาก่อนแล้วพูดยิ้มๆ
แต่ผมไม่ได้ยิ้มด้วย เพราะฉุกคิดถึงบางเรื่องราว
ผมหรี่ตามองเธอตรงๆ อย่างตั้งใจเป็นครั้งแรก ดูเหมือนเธอก็เข้มแข็งและพรักพร้อม
จึงกล้าสบตาผมในอาการที่จะเล่าเรื่อง ทั้งๆ ที่แรกเห็นเมื่อชั่วโมงก่อนยังประหม่าอยู่แท้ๆ
ต่อเมื่อประสานสายตาได้สนิท ภาพเหตุการณ์ราวภาพยนต์ถูกเร่งสปีดสูงสุด
ก็พุ่งปราดเข้ามาในใจผมราวทำนบแตก มันมากมายและพรั่งพรูประหนึ่งเจ้าตัวอยากถ่ายทอด
หรือไม่ก็อยากถ่ายเททิ้ง น้ำเสียงของเธอระรัวเร็ว ภาพทั้งหลายเคลื่อนไปและเคลื่อนย้อนกลับ
เมื่อพบว่าผมยังสงสัยลังเลในส่วนใด
จนมาถึงภาพท้ายๆ ที่ผมบังคับให้แสดงผลย้อนไปมาหลายๆ รอบ จนเธอแสดงอาการว่าเริ่มรำคาญ
ภาพที่เธอทุ่มเถียงกับชายหนุ่มหน้าตาดี แล้วตบหน้าเขาฉาดใหญ่ ก่อนจะเดินกึ่งวิ่งไปที่ลิฟท์
โดยมีชายหนุ่มวิ่งตามมาแต่ไม่ทันได้ใช้ลิฟท์ตัวเดียวกัน
เธอออกมาจากลิฟท์เมื่อถึงชั้น 29 แล้วเดินลัดเลาะไปที่ประตูหนีไฟ
ความชำนาญต่อเส้นทางและท่าทีมั่นใจทำให้ผมคาดเดาอะไรบางอย่างขึ้นมา
แต่หญิงสาวที่กำลังสบตาอยู่ต่อหน้ากีส่ายศีรษะทำนองว่าไม่ใช่
ต่อเมื่อเธอไปถึงประตู ชายหนุ่มก็โผล่พรวดออกมาจากที่ใดที่หนึ่งนอกครรลองสายตา
ทั้งสองยื้อแย่งกันเปิดประตูที่ลูกบิดชำรุด จนในที่สุดประตูบานนั้นก็เปิดออก
สายลมภายนอกพรั่งพรูเข้ามาจนหญิงสาวเสียหลัก แต่ก็ยังฝืนก้าวขาออกไปที่ระเบียงเล็กๆ
ขณะที่ชายหนุ่มพยายามยื้อยุดเอาไว้ ทั้งสองเคลื่อนไหวฉุดรั้งและกอดปล้ำกันได้ชั่วครู่
ประตูก็กระแทกออกมาปะทะ แล้วร่างของเธอก็เสียหลัก
พลางรั้งร่างของชายหนุ่มตกลงมาด้วยกัน…จนกระทบพื้นของชั้น 14
ที่ขยายกว้างออกมาตามรูปทรงอาคาร
ผมหรี่ตามองเธอ ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลง…
แล้วลืมตาขึ้นจ้องหน้าตรงๆ พลางจับมือเธอไว้
หญิงสาวชะงัก เช่นเดียวกับเพื่อนในกลุ่มที่คุ้นเคยกับวิธีนี้มาก่อน
บางคนหลุดปากออกมาว่า “ทำเป็นเล่น” หรือ “เฮ้ย..จะบ้ารึเปล่า?”
ผมหัวเราะเบาๆ พลางยิ้มให้เธอ ขณะที่ทวีแรงบีบขึ้นเรื่อยๆ จนเธอดิ้นเร่าๆ
ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนร่างเป็นชายหนุ่มที่สีหน้าท่าทางเกรี้ยวกราด
“ปล่อยกู” เสียงเขาคำรามก้อง จนยามที่เดินตรวจความเรียบร้อยสะดุ้งเฮือก
เหลียวหน้าเหลียวหลัง แต่ผมยังบีบข้อมือของเขาแรงขึ้นและแรงขึ้น…
“ถ้าจะอยู่ที่นี่อย่างพี่อย่างน้อง ก็อย่าทำอย่างนี้…” ผมบอกเบาๆ ขณะที่เขาดิ้นเร่าๆ กายสั่นเทิ้ม
“ทุกคนที่คุณเห็น ที่คุณสัมผัสได้ มีเหตุมีปัจจัยสมควรอยู่ที่นี่กันทั้งนั้น” ผมบอกเขาเสียงราวกระซิบ
“เราอยู่กันเหมือนพี่เหมือนน้อง ด้วยความจริงใจ รักใคร่ และเคารพซึ่งกันและกัน
ไม่ใช่จะหลอกล่อปลอมตัวหนีผิดเข้ามา…” ผมพูดพลางยิ้มให้ แต่เขากลับมองผมราวจะกินเลือดกินเนื้อ
“ทันทีที่ผมเห็น ‘แผลแรก’ ผมก็รู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร
แต่ที่ ‘จิต’ คุณพยายามอธิบาย ว่าคุณเป็นคนเข้ามาช่วย ไม่ใช่เข้ามาฆ่าเธอคนนั้น
ผมก็ยิ่งมั่นใจ ว่าเรื่องมันไม่ชอบมาพากล…” ผมบอกเขาด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
แต่ร่างของเขาก็ยังพยายามเปลี่ยนไปมา ระหว่างการเป็นชายหนุ่มกับหญิงสาวแสนบอบบาง
ผมเหลือบมองไปรอบๆ แล้วขยิบตาให้ผู้ชายสูงใหญ่ที่ยืนพิงเสาอาคารฟังอยู่เงียบๆ
ให้เขาเข้ามาจับแขนชายหนุ่มไว้แทน
เพื่อนในกลุ่มของผมถอยกรูด เมื่อชายร่างใหญ่เข้ามา
พร้อมๆ กับที่ชายหนุ่มเข่าอ่อนทรุดฮวบลง
“ไป..ไปที่ๆ มึงควรอยู่ ไอ้ฆาตกร..” เสียงแหบห้าวหยาบกระด้างของชายร่างใหญ่
กระซิบข้างหูชายหนุ่มหน้าตาดี ที่บัดนี้ซีดเซียวราวคนไข้หนัก ก่อนจะโบกมือให้ผม
แล้วหายวับไปในชั่วอึดใจ
“ไง!! ไอ้พวกหน้าหม้อ จะโดนเด็กใหม่ย้อมแมวซะแล้วรึ?” ผมหยอกเพื่อนยิ้มๆ
“แหม!! ก็ผมไม่ได้อยู่มานานอย่างพี่นี่ครับ” เจ้าคนอายุน้อยที่สุดออกตัวอ้อมแอ้ม
ผมไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืด แต่พริ้วกายนำพวกเขาไปสู่สถานที่จัดเลี้ยงบริเวณดาดฟ้า
วันนี้เป็นวันสำคัญ ที่บริษัทประกันชีวิต ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่บนตึกนี้ได้จัดเครื่องเส้นชุดใหญ่ประจำปี
เพื่อเลี้ยงผีประจำถิ่นและเทวดาต่างๆ
เปล่าครับ พวกเราไม่ได้อดอยากปากแห้งถึงขนาดรอกินอาหารปีละครั้ง
อย่างที่บางคนนินทา แต่ไหนๆ มีคนใจดีจัดมาให้ ก็ทำไมต้องให้พวกเขาเสียกำลังใจซะเล่า…
นี่เป็นมื้อพิเศษวันพิเศษครับ ปกติผีห้างอย่างพวกผมกินอาหารขยะแบรนด์เนม
เฟรนไชร์จากต่างประเทศ และอาหารดีๆ ในศูนย์อาหาร ตามสิทธิของการเซ่นสรวงบูชา
และร้องขอของเจ้าของตึกและร้านค้า ให้ปกปักรักษาและดูแลพวกเขา
เพราะพวกเราต่างตายกันที่นี่
อย่าแปลกใจเลยครับ ที่ใครๆ ชอบมากระโดดตายที่อาคารสูง ที่อาคารห้างสรรพสินค้า
ก็บรรยากาศมันให้ และสะดวกสบายนี่ครับ ใครจะไม่อยากตายแล้วมาที่ชอบๆ กันบ้างเล่า
ขนาดพวกอุบัติเหตุ พวกบังเอิญตาย-ฆ่ากันตาย ยังอยากจะสิงสู่ที่นี่กันเลย…
ร่วมวิจารณ์เรื่องนี้ ที่นี่
You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.

